hits counter
สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางเขน
Google
กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ๒๕๕๕
จัดลำดับบทความ
>> หน้าหลักของบทความ >> การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid) >> ความหมายและวัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาล
ความหมายและวัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาล

ความหมายและวัตถุประสงค์ของการปฐมพยาบาล

          การปฐมพยาบาล  หมายถึง “การให้ความช่วยเหลือขั้นต้นแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุหรือผู้เจ็บป่วยโดยทันทีทันใดก่อนที่จะส่งต่อบุคคลนั้นไปพบแพทย์ หรือไปโรงพยาบาลเพื่อ ให้การรักษาในขั้นต่อไป”


วัตถุประสงค์ ของการปฐมพยาบาล

         1. เพื่อช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บ หรือผู้ป่วย

         2. เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยมีสภาพเลวลง

         3. เพื่อช่วยให้ฟื้นคืนสภาพปกติโดยเร็ว


1. การปฏิบัติการช่วยชีวิต (CPR.)


2. การห้ามเลือด
 
  
              หมายถึงการที่เลือดไหลออกมาจากเส้นโลหิตเนื่องมาจากเส้นโลหิตนั้นถูกทำลายหรือถูกตัดขาดโดยสาเหตุใดๆก็ตามทำให้มีเลือดไหลออกมาจากเส้นเลือดตำแหน่งที่เลือดออกหรือตกเลือด
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
              1. เลือดออกภายนอก  คือการที่เลือดไหลออกมาภายนอกให้เห็นได้ ซึ่งออกจากบาดแผลทางผิวหนัง แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ

                     1.1 เลือดออกจากเส้นโลหิตแดง  
                          - สังเกตได้จากการที่เลือดทะลักหรือพุ่งออกมาตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เลือดมีสีแดงสดและมักไม่เกิดเป็นลิ่มเลือด ห้ามเลือดได้ยาก ถ้าหากเลือดไหลไม่หยุดภายใน 3-4 นาที ผู้ป่วยอาจตายได้
                     1.2 เลือดออกจากเส้นโลหิตดำ 
                           - สังเกตได้จากเลือดจะมีสีแดงคล้ำ ลักษณะการไหลของเลือดจะไหลริน ๆ ไม่แรงนักและไม่พุ่งตามจังหวะการเต้นของหัวใจ
                     1.3 เลือดออกจากเส้นเลือดฝอย  สังเกตได้ว่าเลือดจะไหลออกมาลักษณะซึม ๆ จากบาดแผลอย่างช้า ๆ

              2. เลือดออกภายใน หรือเรียกว่า “เลือดตกใน”คือ เลือดออกจากภายในร่างกายไม่ไหลออกมาภายนอกให้เห็น อาจเนื่องมาจากแผลในทรวงอก เช่น ที่ปอด หัวใจ แผลในช่องท้อง เช่น ในกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ม้าม เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าไม่อาจมองเห็นได้ ก็อาจมีอาการให้ตรวจทราบได้อาการของการตกเลือด
                    1. มีอาการซีดลง สังเกตได้จากผิวหนัง ริมฝีปาก กระพุ้งแก้มในปาก เล็บและเปลือกตาด้านใน
                    2. มีอาการหน้ามืดตามัว หูอื้อ อ่อนเพลีย ในที่สุดผู้ป่วยอาจเป็นลม
                    3. มีเหงื่อเหนียว ๆ ออก มือเท้าเย็นซีด ในบางรายมีอาการหนาวสั่น
                    4.หัวใจเต้นเร็วชีพจรเต้นเร็วแต่แผ่วเบาถ้าหากตกเลือดมากชีพจรจะเบาลงมากและระยะการเต้นของชีพจรไม่สม่ำเสมอในที่สุดอาจจะคลำหาชีพจรไม่พบ
                    5. มีอาการหายใจเร็ว ถี่และหอบสั้น ๆ
                    6. มีอาการกระหายน้ำมาก
                    7. มีอาการกระสับกระส่าย ดิ้นทุรนทุราย
                    8. ม่านตาขยาย
                   
9. ถ้าปอดเป็นแผลหรือกระเพาะอาหารมีแผล ผู้ป่วยอาจอาเจียนออกมาเป็นโลหิต
                    10. มีอาการหมดสติ และถ้าหากเลือดไหลไม่หยุด ในที่สุดก็ถึงแก่ความตาย

วิธีการห้ามเลือด
             1. การกดลงบนบาดแผลโดยตรง   วิธีนี้เป็นวิธีห้ามเลือดที่ได้ผลดีที่สุด อาจจะใช้มือกดหรือใช้ผ้าพันบนแผลให้แน่นก็ได้
                   - ในการกดให้กดแน่น ๆ นานประมาณ 10-30 นาที
                   - เมื่อเลือดหยุดไหลแล้ว ให้ทำแผลและใช้ผ้าพัน
                   - อย่าคลายผ้าหรือเปลี่ยนผ้าพันแผลเป็นอันขาดเพราะอาจทำให้เลือดออกได้อีกและทำให้เพิ่มความบาดเจ็บมากขึ้นถ้าเลือดโชกผ้าพันก็ให้ใช้ผ้าพันทับเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง แทนที่จะเปลี่ยนผ้าใหม่

             2. การยก   คือการยกส่วนของร่างกายที่เลือดออกให้สูงขึ้นร่วมกับการกด เช่น ยกแขน ขา
                   - ห้ามใช้วิธีการนี้ถ้ามีกระดูกแขน ขา หัก หรือกระดูกสันหลังบาดเจ็บ

             3. การกดบนเส้นเลือด 
กรณีที่มีเลือดออกรุนแรง ให้ใช้วิธีการกดบนเส้นเลือดตามจุดที่สำคัญ ๆ 4 จุด ต่อไปนี้ 
                   - เส้นเลือดแดงไปเลี้ยงแขน
                   - เส้นเลือดแดงไปเลี้ยงหนังศีรษะ
                   - เส้นเลือดแดงไปเลี้ยงขา
                   - เส้นเลือดแดงไปเลี้ยงหน้า

             4. การขันเชนาะ (Tourniquet)  คือ การใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใช้รัดรอบแขนหรือขาให้แน่นเพื่อการห้ามเลือดซึ่งอาจเป็นผ้าเช็ดหน้า ผ้าคลุมผม เน็คไท สายยาง เข็มขัด เชือก ฯลฯ หรืออย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้
                   - ควรเลือกใช้วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายเมื่อวิธีการอื่น ๆ ใช้ไม่ได้ผล และควรใช้เหนือบาดแผลซึ่งจำเป็นจะต้องตัดแขนหรือขาส่วนนั้นทิ้งเท่านั้น ไม่ควรใช้กับบาดแผลทั่ว ๆ ไป

วิธีการทำทูนิเกต์
        1) ใช้ผ้าพันเป็นเบาะสี่เหลี่ยม วางบนหลอดเลือดแดงบริเวณแขนหรือขาตรงจุดชีพจร
        2) ใช้ผ้าหรือเชือกพันรอบแขนหรือขาบนเบาะข้างต้นสักสองรอบ ผูกเงื่อนหนึ่งครั้งแล้วสอดไม้ ไว้ตรงกลางก่อนผูกเงื่อนตายอีกทบหนึ่ง
       3) หมุนท่อนไม้ไปรอบ ๆ เงื่อนที่ผูกไว้หลาย ๆ รอบ จนเลือดที่ไหลจากบาดแผลหยุดก็พอ ผูกอีกปลายหนึ่งของท่อนไม้กับแขนหรือขา

ข้อควรระวังในการใช้ทูนิเกต์
       1) อย่ารัดให้แน่นหรือหลวมเกินไป
       2) เมื่อรัดแล้วห้ามคลายออกถ้าไม่มีความจำเป็นจริง ๆจนกว่าจะถึงมือแพทย์หรือได้ห้ามเลือดให้ผู้ป่วยด้วยวิธีอื่นเรียบร้อยแล้วความเชื่อเก่าๆ ที่สอนให้คลายเชนาะทุกๆ20นาทีเพื่อป้องกันแขนขาตายนั้นเป็นคำสอนที่ผิดเพราะการคลายเชนาะให้เกิดผลเสียหายแก่ผู้ป่วยเจ็บได้สองประการคือ ประการแรกทำให้เลือดออกอีกอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตผู้ป่วยและประการที่สองอาจมีการดูดซึมของสารบางอย่างที่เกิดขึ้นบริเวณบาดแผลเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดภาวะช็อค (Tourniquet Shock) ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อขันเชนาะแล้วห้ามคลายเป็นอันขาดเพราะการเสียแขนหรือขานั้นดีกว่าเสียชีวิต
       3) ไม่ควรรัดทิ้งไว้นานเกินกว่า 6-8 ชั่วโมงการตรวจเลือดตกใน (Internal Bleeding)

       การบาดเจ็บของอวัยวะภายในเช่นตับไตลำไส้ปอดกระดูกใหญ่ๆเช่นกระดูกโคนขา(Femur)หรือปลายกระดูกที่หักทิ่มแทงเข้าไปในอวัยวะภายใน เช่นกระดูกปลายซี่โครงหักทิ่มแทงเข้าในปอดหรือหัวใจปลายกระดูกเชิงกรานทิ่มแทงเข้ากระเพาะปัสสาวะหรือปลายกระดูกแทงเข้าเส้นเลือดใหญ่ เป็นต้น โรคบางอย่างทำให้เกิดเลือดตกในได้ เช่น ท้องนอกมดลูกโรคที่ทำให้เลือดออกได้ง่ายเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหารลำไส้ หรือมะเร็งของระบบทางเดินอาหารเป็นต้นแม้ผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุตรงด้านหนึ่งของร่างกายแต่อวัยวะภายในที่อยู่ข้างตรงกันข้ามอาจมีเลือดออกได้เช่นกัน เช่นผู้ป่วยถูกรถชนทางด้านขวาบริเวณตับนอกจากเลือดจะออกจากตับแล้วแรงสะเทือนอาจทำให้มีบาดเจ็บที่ม้ามจนถึงกับเลือดตกในได้เช่นกัน เลือดตกในอาจมีได้ในผู้ป่วยที่มีอาการตรวจพบ ดังต่อไปนี้
          1. กระโหลกศีรษะแตกหักหรือบุบ
          2. เลือดออกทางจมูกและหู
          3. ผู้ป่วยอาเจียนหรือไอเป็นเลือด
          4. บาดแผลทะลุท้องหรือทรวงอก
          5. มีรอยช้ำมาก ๆ บริเวณท้องหรือบริเวณทรวงอก
          6. หน้าท้องตึงแข็ง กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็ง
          7. เลือดออกทางปัสสาวะ
          8. เลือดออกทางทวารหนัก หรือช่องคลอด
          9. กระดูกหัก เช่น กระดูกโคนขา กระดูกแขนผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้
                    1. อ่อนเพลีย
                    2. กระหายน้ำ 
                    3. กระวนกระวาย หรือกระสับกระส่ายหรืออาการช็อกเนื่องจากเสียเลือดดังต่อไปนี้
                    4. กระสับกระส่ายไม่อยู่นิ่ง
                    5. หนาวสั่น
                    6. หายใจถี่และตื้น
                    7. ชีพเบาเร็ว
                    8. ความดันโลหิตลดต่ำ (อาจจะต่ำกว่า 90/60)
                    9. ผิวหนังซีดเย็น
                    10. ม่านตาขยายกว้าง
การคาดคะเนปริมาณเลือดตกใน พอที่จะทำการคาดคะเนจำนวนเลือดที่ออกมาจากอวัยวะต่าง ๆ ได้คร่าว ๆ ดังต่อไปนี้
          1. กระดูกแขน กระดูกโคนขา กระดูกเชิงกรานหัก เลือดออกอย่างน้อย 1 ลิตร
          2. พบรอยฟกช้ำมาก ๆ บริเวณทรวงอกหรือช่องท้อง ขนาดประมาณ 1 กำปั้นเลือดออกอย่างน้อยประมาณ 10% ของเลือดในร่างกาย

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยเลือดตกใน
หลักการ
          1. ถ้ามีกระดูกหักให้ใช้เฝือกดามเสียก่อน
          2. ให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่ถูกต้องดังต่อไปนี้ 
                    2.1นอนศีรษะต่ำเท้าสูง โดยให้ผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำยกเท้าสูงเหนือพื้นประมาณ 12-18 นิ้ว ห้ามใช้ท่านี้ถ้าผู้ป่วยมีบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง กระดูกคอบาดเจ็บ สมองบาดเจ็บ ช่องท้องหรือทรวงอก (เพราะจะทำให้อวัยวะและเลือดในช่องท้องเพิ่มความดันใต้กระบังลม)
                    2.2 นอนหงายราบ เหมาะสำหรับผู้ป่วยมีกระดูกแขนขาหัก
                    2.3นอนศีรษะสูงเหมาะสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บหรือเป็นโรคหัวใจหรือทรวงอกที่ยังสติดีอยู่การที่จะให้นอนสูงต่ำแค่ไหนต้องแล้วแต่ความสุขสบายของตัวผู้ป่วยเอง
                    2.4 นอนตะแคง ท่านี้ใช้สำหรับผู้ป่วยหมดสติ เพื่อป้องกันการสำลักอาเจียน
          3. ให้ออกซิเจน
          4. คลายเสื้อผ้าให้หลวม
          5. ห้ามดื่มน้ำและห้ามกินอาหาร (เพื่อป้องกันอาเจียน และเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัด)


3. การเข้าเฝือก

          การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่เกี่ยวกับกระดูกหักที่เกิดขึ้นกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายนั้นหลักสำคัญเพื่อต้องการไม่ให้กระดูกส่วนนั้นเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนไหวน้อยที่สุดและเป็นการป้องกันมิให้เพิ่มอาการรุนแรงขึ้นเช่นกระดูกหักธรรมดาแต่ถ้าจับพลิกบิดรุนแรงหรือปล่อยไว้ไม่เข้าเฝือก อาจจะเพิ่มเป็นกระดูกทิ่มทะลุผิวหนังเป็นบาดแผลออกมาข้างนอกเป็นต้นดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือโดยการเข้าเฝือกอย่างระมัดระวัง เพื่อนำส่งแพทย์ต่อไป

ชนิดของเฝือก
          1. เฝือกธรรมชาติ คือ เฝือกที่มีอยู่แล้วในตัวผู้ป่วย ได้แก่ อวัยวะหรือกระดูกที่อยู่ใกล้เคียงกับกระดูกที่หักนั้น ใช้เป็นเฝือกชั่วคราวไปก่อนจนกว่าจะถึงมือแพทย์ เช่น กระดูกแขนหักก็ใช้ทรวงอกเป็นเฝือก โดยพันให้ต้นแขนนั้นติดแนบกับลำตัวไว้ แล้วนำส่งโรงพยาบาล
          2. เฝือกชั่วคราว คือ เฝือกที่หาได้จากวัสดุที่ง่าย ในบริเวณที่เกิดเหตุ เช่น แผ่นกระดาน ไม้บรรทัด ไม้ถือ ด้ามไม้กวาด คันร่มหรือกิ่งไม้เป็นต้น
          3. เฝือกสำเร็จรูป คือ เฝือกที่ทำไว้แล้วสามารถนำมาใช้ได้เลย อาจทำด้วยไม้หรือเหล็ก แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุกระทันหันอาจหาไม่ได้

วิธีการเข้าเฝือกชั่วคราว

          1. สำรวจดูว่า กระดูกส่วนไหนหักโดยการจับดูด้วยความระมัดระวัง อย่าจับพลิกหรือบิด เพราะจะทำให้อาการหักรุนแรงขึ้น
          2. ให้หาวัสดุที่อยู่ใกล้ตัวที่สามารถใช้ทำเฝือกได้พอดีกับอวัยวะส่วนนั้น ๆ รวมทั้งความสะดวกและปลอดภัยด้วย
          3. ก่อนจะวางเฝือกลงบนอวัยวะส่วนที่กระดูกหัก ให้ใช้ผ้าหรือสำลีวางลงบนอวัยวะส่วนนั้นก่อนให้ทั่วตลอดแนวเฝือก เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เฝือกกดลงบนผิวหนังโดยตรงซึ่งจะทำให้เจ็บปวดหรือเกิดเป็นบาดแผลขึ้นได้
          4. ให้ใช้ผ้าหรือเชือกมัดเฝือกนั้น แต่ต้องไม่ให้แน่นหรือตึงจนเกินไป จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและเป็นอันตรายได้


4. การปฐมพยาบาลอาการช็อก
 

          ช็อก(Chock)หมายถึงสภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลียหมดแรงจนทำให้ระบบการทำงานของหัวใจและการไหลเวียนของโลหิตผิดจากภาวะปกติ ทำให้ร่างกายมีความดันโลหิตต่ำ ไม่สามารถยืนได้ต้องนอนลง
สาเหตุของการช็อก 
เกิดขึ้นได้จากหลาย ๆ สาเหตุดังต่อไปนี้
          1. จากการเสียเลือด เสียน้ำ เสียน้ำเหลืองจากร่างกายมาก
          2. จากการขาดออกซิเจน
          3. จากพิษของแบค Twenty-two points, plus triple-word-score, plus fifty points for using all my letters. Game's over. I'm outta here.ทีเรียที่เข้าสู่ร่างกาย
          4. จากอารมณ์กลัว ตื่นเต้น ตกใจมาก ๆ หรือจากความเจ็บปวดมาก ๆ
          5. จากการแพ้ (Hypersensitivity) เช่น จากการแพ้ยา
อาการหลัก
          1. ไม่สามารถยืนได้ ต้องนอนลง
          2. ชีพจรเต้นเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที
          3. ความดันโลหิตต่ำ (Systolic ต่ำกว่า 90 มม.ปรอท)
          4. หน้าซีดหรือหน้าเขียว (Cyanotic)
          5. มือเย็น
อาการอื่น ๆ 
          1. หิวน้ำ
          2. กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง
          3. เหงื่อออก
          4. หายใจเร็ว
          5. กระสับกระส่าย
          6. อุณหภูมิต่ำกว่าปกติในระยะหลัง
          7. ปัสสาวะน้อย
การปฐมพยาบาล
          1. ให้คนไข้นอนราบ ไม่หนุนหมอน
          2. ถ้าคนไข้หยุดหายใจหรือหายใจไม่สะดวก ให้ช่วยทำทางเดินหายใจให้โล่งและช่วยผายปอด
          3. ถ้ามีบาดแผลต้องห้ามเลือด
          4. รักษาตามอาการ ถ้าหนาวให้ห่มผ้า ถ้าปวดให้ยาแก้ปวด
          5. รีบนำส่งโรงพยาบาล


5.การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย




ที่มา:  http://www.nu.ac.th/course_hp/001151/page/5-2.html